| bee's profilebee's spacePhotosBlogLists | Help |
|
July 25 หญิงตาบอด และเมืองก็อทแธมการไม่ได้ขับรถส่วนตัว บางคนจะอาจจะมองว่าโลว์โซได้ แต่สำหรับข้าพเจ้ามันทำให้ได้สำรวจสังคมปัจจุบันได้ดีทีเดียว . . . ข้าพเจ้ายืนรอรถเมล์อยู่หน้าห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว ด้านหลังที่ข้าพเจ้ายืนนั้น เป็นที่นั่งพักรอรถเมล์ ข้าพเจ้าเหลือบเห็นหญิงตาบอด วัยเลยกลางคนเล็กน้อย นั่งอยู่กับชายสูงอายุ วัยไล่เลี่ยกัน ข้าพเจ้านึกในใจว่าทั้งสองคน คงมาด้วยกัน ไม่ห่วงอะไร
จนกระทั่ง 15 นาทีผ่านไป มีรถเมล์คันนึงผ่านมา.....หลังจากที่ไม่มีเลย ตั้งแต่ข้าพเจ้ามายืนรอ (ใครเคยยืนรอป้ายนี้ จะรู้ได้ว่า บางทีรถเมล์ก็หายไปนานเป็นครึ่งชั่วโมง ไม่ทราบสาเหตุ)
เสียงของรถเมล์คันนั้น ทำให้ผู้คนที่ยืนรออยู่นับสิบนาทีวิ่งกรูไปขึ้นรถ รวมทั้งหญิงตาบอดคนนั้น
แต่.....ชายสูงวัยคนนั้น ได้หายไปแล้ว ข้าพเจ้าถึงทราบได้ว่า เค้าทั้งสอง ไม่ได้มาด้วยกัน เอาแล้วไง....
ขณะนั้นหญิงตาบอดได้เดินชนคนไป-มา หลายต่อหลายครั้ง และไม่กล้าลงจากฟุตบาท เก้ ๆ กัง เป็นเวลานาน
และแล้วรถเมล์คันนั้นก็เคลื่อนตัวออกไป
หญิงตาบอดยืนอยู่ที่เดิม ในใจข้าพเจ้านึกหดหู่ใจไม่น้อย อยากเข้าไปถาม และให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ข้าพเจ้านึกว่า “รอดูเหตุการณ์ไปสักพักก่อน ว่าจะมีคนอื่นช่วยมั๊ย”
สักพักหญิงตาบอดคนนั้นยกนาฬิกาขึ้นมาฟังเสียง เค้าคงอยากกลับเต็มที อาจมีบางคน รอเค้าอยู่ที่บ้าน . . .
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังคิดว่าเค้าจะกลับได้อย่างไร แม้กระทั่งรถสายที่จะขึ้นไป เค้ายังแน่ใจไม่ได้เลยว่า จะถึงบ้านหรือไม่
ข้าพเจ้ากำลังคิดว่า ทำไมเค้าไม่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร หรือเค้าคิดว่าตรงนั้นไม่มีใครอยู่
ข้าพเจ้าคิดถึงเวลาที่ข้าพเจ้าเจอขอทาน ข้าพเจ้าอยากให้เงินมาก แต่ก็คิดว่า “เอ....นี่มันเป็นแก้งค์รึเปล่า” “หลอกหลวงรึเปล่า” คิดไป คิดมา ข้าพเจ้าก็เดินเลยขอทานคนนั้นไปแล้ว...
เช่นเดียวกับเหตุการณ์นี้ ข้าพเจ้าคิดไป คิดมา รถเมล์สายที่ข้าพเจ้าต้องขึ้นก็มา
ข้าพเจ้ากำลังเดินเข้าไปหาหญิงตาบอด อยากถามเค้าว่า เค้าไปสายนี้หรือเปล่า แต่ . . . ข้าพเจ้าก็วกตัวกลับ และขึ้นรถเมล์คันนั้นไป
โดยที่ไม่สามารถกลับไปทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการได้อีก
ขณะที่นั่งรถกลับมา จิตใจข้าพเจ้าหดหู่เป็นอย่างมาก คิดถึง “พี่พีช” รุ่นพี่นิสัยดี ของข้าพเจ้า
ถ้าเป็นเค้า เค้าจะไม่รีรอในการกระทำนี้ แม้แต่น้อย แต่ทำไมข้าพเจ้าถึงกลัว??????......ข้าพเจ้าโกรธตัวเองมาก (จนถึงขั้นเกลียด!!)
แต่ข้าพเจ้าสัญญากับตัวเองว่า ถ้าข้าพเจ้าเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีก ข้าพเจ้าจะไม่รีรอ
ข้าพเจ้าจะกำจัด “ความกลัว” นั้นออกไป การเริ่ม จะเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าทำความดีได้ต่อไป อย่างไม่เคอะเขินแน่นอน
ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้เมืองก็อทแธมแห่งนี้ มีแต่คนไม่ดี คนเห็นแก่ตัว (แบบข้าพเจ้าในวันนี้)
ข้าพเจ้าจะเป็น “อัศวินรัตติกาล” แม้จะดูแตกต่าง แม้จะดูประหลาด และอาจหน้าแตก แต่ข้าพเจ้าจะทำ
สู้ต่อไป “มนุษย์ค้างคาว”
July 17 Batman The Dark Knight**ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะพยายามประดิษฐ์คำใน space ให้น่อยลง จะได้ update ได้บ่อยขึ้น เผื่อจะระบายอะไร ๆ โดยไม่เอ่ยกับมนุษย์บ้าง**
เมื่อวานมีโอกาสไปดูหนังฟรี เป็นภาพยนตร์สุดจ๊าบที่หลาย ๆ คนตั้งตารอ Batman The Dark Knight ขนาดได้ดูแถวเกือบหน้าสุด...แบบเมื่อยคอ ยังสนุกขนาดนี้ เดี๋ยวต้องหาเวลาไปดูแบบเสียตังค์ ที่นั่งดี ๆ อีกสักรอบ
และข้าพเจ้าเพิ่งได้รู้ว่า “เดอะโจ๊กเกอร์” ที่ข้าพเจ้าชื่นชอบอย่างที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ จะคือ ฮีธ เลดเจอร์ ผู้ล่วงลับ นึกเสียดายฝีมือขั้นเทพเสียจิง...
. . . .
ตอนนี้ข้าพเจ้ามีความหม่นหมองใจ มากที่สุดในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา (และยังไม่หายสักที....บ่นมานานแล้ว)
รู้สึกตัวเองทะเยอทะยาน มากเกินกว่าความสามารถที่เป็นจริงของตัว
ข้าพเจ้าอยากทำงาน agency มานานนับปี แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ลองมาทำแล้ว (เป็นเวลาครึ่งปีกว่า) ข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่า ข้าพเจ้าไม่ได้มีความสามารถพอ กับงานแขนงนี้เลย
ทั้งการเป็นตัวกลางระหว่างลูกค้า และฝ่าย production ที่เขี้ยวกรำทั้งสองฝ่าย ข้าพเจ้าไม่เคยโดนรังงอน และโดนบีบคั้นจากทั้งสองฝ่ายขนาดนี้มาก่อน
คนที่เคยเป็นที่รักของทุกคน วันนี้หันไปทางใดก็ดูเหมือนมีศัตรู (ในการทำงาน) รอบด้าน น่าอนาถใจยิ่งนัก
และการต้องทำบางสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดเอาเสียเลย ซึ่งข้าพเจ้า “จำเป็น” ต้องทำ ทำแบบงู ๆ ปลา ๆ หามีผู้ใดได้ช่วยปูพื้นฐานให้ข้าพเจ้าไม่ ทำแบบอาย ๆ ทำแบบไม่มั่นใจ ...ทำแบบโง่ ๆ ต่อไปและต่อไป
รวมถึงการที่ข้าพเจ้า “ปฏิเสธ” สิ่งใดไม่เป็น ข้าพเจ้าจึงก้มหน้ารับความ “น้อยใจ” อย่างโทษใครไม่ได้ อยู่เสมอ
ข้าพเจ้าถือว่าเป็นผู้โชคดีที่มีอัธศัยดี ไปสัมภาษณ์งานที่ไหน ก็มักจะได้งาน เพราะการพูดจาอันฉะฉานของข้าพเจ้า แต่หาได้เพราะความสามารถที่มี นั้นตรงกับขอบข่ายงานไม่
ตอนนี้ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า บางทีข้าพเจ้าคงต้องค่อย ๆ ก้าวไปอย่างมั่นคง มิใช่การก้าวกระโดดแบบผิด ๆ เยี่ยงนี้
หรือบางทีสิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังทำอยู่นั้น มันไม่ใช่ตัวของข้าพเจ้าด้วยซ้ำไป
. . . .
เมื่อวานข้าพเจ้าได้รับกำลังใจดี ๆ จากพี่พีช ผู้ซึ่งข้าพเจ้านับถือในการ “คิดบวก” ของเค้ามาก
เค้าได้บอกกับข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้ายังอายุอ่อนนัก ยังมีโอกาสค้นหาตัวเองอีกหลายช่วงวัย (ข้าพเจ้าชอบคิดว่าตัวเองนั้นแก่แล้ว....แต่ยังทำตัวไก่กาอยู่)
และพี่พีชได้บอกว่า ชีวิตคือการผจญภัย สิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังเผชิญอยู่นั้นคือการผจญภัยอย่างหนึ่ง
แปลกที่ว่า ข้าพเจ้าแสนจะรักการผจญภัย และการเสี่ยงเป็นชีวิตจิตใจ แต่ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนตัวเอง เป็นคอนทร้า ที่พลังจะหมด เกมส์จะ over อยู่เต็มที
ถ้ามีอะไรบางอย่าง หรือใครบางคน มาช่วยกดสูตรโกงแบบไม่มีวันตายให้ข้าพเจ้าก็คงดี
June 28 รัก/สาม/เศร้าเฮ้อ ไม่ได้อัพสเปซเสียนาน
งานเยอะ มีเรียนพิเศษ เหนื่อย จนไม่มีเวลา ไปงานแฟต เลี้ยงกระต่ายกำพร้า หลายเหตุผลที่จะขนมาอ้าง
แต่แล้วก็ถึงโอกาสนี้เสียที
และด้วยความดองมานาน เรื่องจึงเยอะไปหมด ข้าพเจ้าคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี
แต่สรุปได้ว่าจะเขียนถึงหนังเรื่อง รัก/สาม/เศร้า นี่แหละ กำลังอินเทรน!!!
ข้าพเจ้าไปดูหนังเรื่องนี้ “คนเดียว” ในเวลาสามทุ่มครึ่ง หลังจากเวลาเลิกเรียนพิเศษ
เหตุผลที่ข้าพเจ้าไปดูหนังเรื่องนี้คือ
และน้องพีคที่รักของข้าพเจ้า ก็ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าผิดหวังจริง ๆ
แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้อินกับหนังเรื่องนี้มากเหมือน “เพื่อนสนิท” เพราะข้าพเจ้าไม่เคยมีประสบการณ์ “รัก/สาม/เศร้า” ลักษณะนี้ เหมือนครั้งที่เคยอินกับ “เพื่อนสนิท”
แต่ข้าพเจ้ากลับร้องไห้ กับมิตรภาพของผู้หญิงทั้งสอง “น้ำ” และ “ฟ้า” ถึงสองครั้ง สองครา
ซึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังร้องไห้นั้น ข้าพเจ้าคิดถึง “เพื่อนรัก” ของข้าพเจ้าคนนึงมาก “ถ้าแกอยู่ข้าง ๆ ชั้นตอนนั้น ...ชั้นจะบีบมือแกเบา ๆ” . . .
แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ละลายไปกับ รอยยิ้มของ “พายุ” พ่อหนุ่มหัวฟู กางเกงขาลีบได้อีก
กับเพื่อน “กลุ่มโอ” แอร้ยยยยยย ไม่ใช่สิ กับเพื่อนแก้งมัณฑนศิลป์นี้ ก็มีอะไรมุขขำ ๆ มากมาย น่ารักดี
ข้าพเจ้าออกมาจากโรงหนังด้วยความรู้สึก “คิดถึงเพื่อน” มากกว่า “อินกับความรักแบบหนุ่มสาว” แฮะ
แต่ข้าพเจ้าก็อยากชวนใครบางคนไปกินขาไก่ซุปเปอร์จัง !!!!
มาเข้าเรื่องหนังกันแบบจริง ๆ จัง ๆ . . .
การเปิดเรื่องแบบที่ไม่ต้องกลัวการหักมุม ก็ทำให้ข้าพเจ้าไม่ต้องเหนื่อยเดา ปล่อยอารมณ์ละเอียดไปกับความรู้สึกของตัวละครไปเรื่อย ๆ ได้ดีเหมือนกัน
นักแสดงเล่นได้ดีมากในสายตาของข้าพเจ้า (โดยเฉพาะน้องพีค คนสวย)
ภาพสวยตามสูตร GHT
และแม้ว่า ยุทธเลิศ จะพยายามหาจุดเครียดให้กับเราแล้ว แต่ GTH ก็ยังทำให้หนัง feel good อย่างที่ GTH ต้องการได้อยู่ดี
นั่นทำให้หนังเรื่องนี้ มิได้นำพา นัก แต่ข้าพเจ้าก็ชอบมันนะ
เพราะข้าพเจ้ารักนักแสดงกลุ่มนี้ไปแล้วน่ะสิ
June 09 เรื่องเล่าของดาว
เมื่อวานไปสำเพ็งมา ซื้อแหวน และสร้อยรูปดาวมา กลับมาบ้านก็ยังดูละครดาวเปื้อนดินอีก
จึงค้นพบว่า ข้าพเจ้านี่ก็เป็นคนที่ชื่นชอบ “ดาว” มากทีเดียว มีเสื้อผ้า และ accessory เป็นรูปดาวมากมาย
“ดาว” ไม่ได้มีแค่รูปทรงสวยงาม แปลกตาเท่านั้น “ดาว” ยังมีเรื่องราวที่สวยงามด้วย
“ดาว” เป็นสิ่งที่คนทั่วไปอยากได้ อยากเป็น (จะไปเป็นดาว โดดเด่นบนฝากฟ้า...)
“ดาว” เป็นสิ่งชายหนุ่มแสนซื่อในภาพยนต์เรื่อง star dust บุกบั่นหามาเพื่อพิสูจน์รักแท้กับหญิงที่ตนหมายปอง
แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับรู้ถึงเรื่องของ “ดาว” นั้น โรแมนติกมากกว่านั้น มากนัก!!
เหตุเกิดเมื่ิอข้าพเจ้ากำลังจะจบมหาวิทยาลัย ปีที่ 4 ข้าพเจ้ากับ gangster ได้ร่วมทำกิจกรรมรอบกองทรายกัน ณ ริมหาดแห่งหนึ่ง
ในขณะที่พวกเราหมดเรื่องคุย และเริ่มกึ๋ม ๆ กันแล้ว รุ่นพี่ของข้าพเจ้าคนนึงได้กล่าวไว้ว่า “ดาว” ใช้เวลาที่แสงจะลงมาถึงพื้นโลกเป็นเวลา 4 ปี
นั่นหมายถึง “ดาว” ที่พวกเรากำลังดูอยู่ตอนนั้น เป็นดาวตอนที่พวกเราเพิ่งรู้จักกันครั้งแรก (4 ปีที่แล้ว ..... เมื่อข้าพเจ้ายังเดินเด๋อ ๆ ด๋า ๆ เข้ามาเป็น freshly)
และดาวที่กำลังประกายแสงจิง ๆ ในคืนนี้ จะส่งแสงมายังพื้นโลกในอีก 4 ปีข้างหน้า นั่นคือ ตอนที่พวกเราได้แยกย้ายกันไปแล้ว
ณ วันนั้น พวกเราเศร้าแซดกันมาก เพราะเพื่อนบางคน มีภารกิจต้องไปเรียนต่อถึงเมืองนอก เมืองนา บางคนก็มีกิจการที่บ้านที่ต้องดูแล
พวกเราคิดกันไปก่อนแล้วว่า เราคงไม่มีทาง “มีกัน” เหมือนเดิม อย่างแน่นอน แต่ดีจัง!!! ที่วันนี้พวกเรายังอยู่พร้อมหน้า พร้อมตา ยังอบอุ่น และมี “กันและกัน” เสมอมา
“ขอบใจนะ”
ข้าพเจ้าจึงได้ข้อคิดจาก “ดาว” ว่า “ดาว” ที่ทุกคนหมายปอง เฝ้าฝัน จะมี จะเป็น นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายดายเลย
ขนาดตัวของ “ดาว” เอง ยังต้องใช้เวลากว่าแสงที่ตนเบ่งออกมา จะมาถึงพื้นโลก เป็นเวลาถึง 4 ปี
ฉไหนเลยกับมนุษย์ตาดำ ๆ ที่อยากเป็น “ดาว” หรือมีจุดหมายอะไรสักสิ่ง
ก็จำต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ตนบ้าง ไม่งั้นอาย “ดาว” แย่เลย!!!
สวัสดี
June 03 Reatity Show = Real Lifeแหม้…... ว่าจะเพลา ๆ การเขียน space แบบอมทุกข์ซะที กะว่าจะเขียนเรื่องที่ได้ไปพักผ่อนที่พัทยากับชาว RS digital ที่แสนรัก ซะหน่อย แต่วันนี้เปิดดู AF ดั๊นนน เจอเรื่องน่าเขียนเข้าให้
เรื่องมีอยู่ว่า
ในคลาส acting ของครูรัก ที่ทุกคนกำลังสนุกสนานกับการแสดงอาการโกรธ, ขำ, แรด, ติงต้อง ฯลฯ ตามโจทย์ของคุณครู อยู่นั้น อยู่ดี ๆ สาวตัวแม่ อย่างพริ้ง V1 ก็ดันร้องไห้ออกมาซะนี่
เหตุผลก็คือตอนพริ้งทำท่า “แรด” แล้วเพื่อน ๆ ชอบใจใหญ่
พริ้งเลยนึกว่าเพื่อน ๆ มองว่าพริ้งเป็นคนแรด และพาลทำให้นึกถึงคำพูดเก่า ๆ ที่เพื่อนพูดถึงตัวเอง
ข้าพเจ้าเคยดูครั้งนึง ที่พริ้งได้พูดถึงเรื่องของตัวเอง รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ ช่างชอบมองตัวเองในแง่ลบอยู่เสมอ
มองว่าตัวเองต่ำต้อย ด้อยค่า ไม่มั่นใจในตัวเองเอาเสียเลย และเซ้นซิทีฟ กับคำพูดของคนอื่นอย่างบ้าคลั่ง ร้องไห้ฟูมฟายตลอดเวลา
แต่เวลาเธอผู้นี้ เล่นลัลลา มีความสุข เธอก็ทำให้โลกนี้สดใส
จนคนทั่วไป (ที่ข้าพจ้าเห็นจาก SMS ที่เข้ามา) มองว่าเธอเฟค และ “แอ๊บแบ๊ว”
แต่วันนี้เมื่อข้าพเจ้ามองเธอ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนได้ส่องกระจก
ข้าพเจ้าจะแคร์ในสิ่งที่คนอื่นพูดถึงข้าพเจ้าเสมอ บางครั้ง (หรือแทบทุกครั้ง) ข้าพเจ้าคิดไป มากกว่าคนที่พูดถึงข้าพเจ้าเสียอีก
เมื่อมองเห็นพริ้งในวันนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า เพื่อน ๆ ในบ้าน AF คงไม่กล้าพูด และเล่นอะไรกับเธอมาก อย่างแน่นอน เพราะไม่รู้ว่าเธอจะคิดฟุ้งซ่านอะไรไปอีก
ข้าพเจ้าไม่อาจรู้ได้ ว่าถ้าพริ้งเลือกได้ จะเลือกให้เพื่อน ๆ เล่นกับเธอน้อยลง หรืออยากให้เพื่อน ๆ เล่นกับเธอเหมือนเดิม
แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เมื่อก่อน ข้าพเจ้าจะเลือกให้ เพื่อนเล่นกับข้าพเจ้าน้อยลง เพราะเพื่อน หรือคนเหี้ย ๆ ที่ไม่เข้าใจความรู้สึกอันบอบบางของข้าพเจ้า พูดจาล้อเล่น กับข้าพเจ้า แบบไม่ยั้งปาก (พล่อยๆ)
ข้าพเจ้าก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปคบหาสมาคมด้วย
แต่วันนี้ “ครูรัก” ได้บอกพริ้งว่า “พริ้งเป็นคนที่เก็บแต่ขยะมาไว้ที่ตัว ไม่เก็บดอกไม้ เอาคำพูดของคนอื่นมาคอยทำร้ายตัวเอง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า”
ทำให้ข้าพเจ้าได้กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในทันที
ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะ (พยายาม) เก็บแต่ “ดอกไม้” ส่วนขยะนั้น ข้าพเจ้าจะพยายาม เชิด ๆ เลิศ ๆ ไม่สนใจมัน
ก็ต้องลองกันดูสักตั้ง ว่าข้าพเจ้าจะทำมันได้รึเปล่า สู้เว้ยยยยย
สวัสดี May 19 สังคม สังคังสเปซวันนี้ไม่รู้จะเริ่มยังไง ทั้งที่มีเรื่องในใจล้นทะลักมาก เกินจะกรั่นกรองออกมาเป็นคำพูดได้
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวของข้าพเจ้าเองหรือไม่ ที่มองโลกในแง่ดีเกินไป ให้อภัยคนเก่ง เหมือนให้เงินขอทาน ลืมเรื่องร้าย ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
27 ปีในชีวิตของข้าพเจ้าถึงได้เจอเหตุการณ์วนเวียนเป็นวงกลม ไม่มีจุดสิ้นสุดเสียที
ช่วงนี้ข้าพเจ้าร้องไห้บ่อย รู้สึกตัวเองอมทุกข์มากไปแล้ว
ทั้งงานราษฎ์ งานหลวงเต็มไปหมด สิ่งที่ข้าพเจ้าตั้งใจทำ กลับถูกมองว่าแย่
ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ข้าพเจ้าคงเพิกเฉยได้ แต่เรื่อง “งาน” แล้ว ข้าพเจ้าจะจริงจังมาก
อาจเพราะข้าพเจ้าดูเป็นเด็กน้อย (โดยที่ข้าพเจ้าไม่ได้พยายามแอ๊บ) ข้าพเจ้าจึงอยากให้ข้าพเจ้าดู “โต” ด้วย “ผลงาน” ที่ดูอย่างมืออาชีพทำ
และหากข้าพเจ้ารับปากใคร ว่าจะทำอะไรให้แล้ว ข้าพเจ้าจะเต็มที่มาก ข้าพเจ้าไม่อยากให้ใครมาพูดลับลังว่าเป็น “เด็กที่ไม่รับผิดชอบ ไม่รู้จักโต”
แต่ก็ดูเหมือนมันจะกลบด้วยท่าทางอันเป็นมิตร บุคลิกที่ดูขบขำ การพูดจาติดตลก ความขี้เกรงใจของข้าพเจ้าไปซะหมด
ทำให้ข้าพเจ้าโดนมองว่าเป็นเด็ก โดนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป เพราะผู้อื่นจะมองว่า “ข้าพเจ้าไม่คิดอะไรหรอก” “เดี๋ยวข้าพเจ้าก็ลืม” ต่าง ๆ นานา
แต่พอข้าพเจ้าฮึด ฮัด ไม่ “ขี้เกรงใจ” ขึ้นมาบ้าง ข้าพเจ้าจะดูเป็นเด็กก้าวร้าว เรื่องมาก งอแง ขึ้นมาในทันที
ข้าพเจ้าลองคิดใหม่ดู หากข้าพเจ้า เริ่มจากเป็นมนุษย์ที่เรื่องมาก ขี้วีน เห็นแก่ตัวตั้งแต่แรก ผู้อื่นก็คงจะเกรงใจ ไม่เอาเปรียบข้าพเจ้าเยี่ยงนี้
ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องทำอะไรให้ลำบากตัวเองอีกต่อไป
ข้าพเจ้ายินดีในการเป็น entertainer แต่ไม่ใช่ joker
ถ้าคนดีในสังคม ยังแปลว่า คนโง่ อยู่ไซร้ ข้าพเจ้าจะเลิกเป็นคนดีตั้งแต่วันนี้แล สวัสดี
May 12 โหมด รักสวย รักงามวงจรชีวิต ช่วง “อยากเป็นผู้หญิง” กลับมาอีกแล้ว วงจรนี้ น่ากลัวมาก
จำได้ว่ามันเกิดขึ้นครั้งแรกตอนเข้ามหาวิทยาลัย
เนื่องจากตอนอยู่มัธยมแต่งหน้าไม่ได้ ตอนเข้าปี 1 ข้าพเจ้าจึงเต็มที่สุดฤทธิ์
พุ่งตรงไปเล้ยยยย.....เคาน์เตอร์เครื่องสำอางที่น่าเชื่อถือ ให้พี่ BA เค้า แต่ง ๆๆๆๆๆๆ ให้ และหลอกขาย ๆๆๆๆๆๆๆๆ ข้าพเจ้าซื้อทุกอย่างที่เค้าหลอกขาย (โง่แต่เด็กนะเรา)
จำได้ว่า ข้าพเจ้าพกเครื่องสำอางไปมหาลัยอย่างเยอะ (เผลอ ๆ มากกว่าตำราเสียอีก)
แล้วอยู่ดี ๆ วงจรนั้นจะหายไป
ข้าพเจ้ากลายเป็นเด็ก เซอร์ ๆ รั่ว ๆ ตามสไตล์
แต่พอเสพสื่อมาก ๆ เอาอีกแล้ว กิเลศมาอีกแล้ว
ซื้อ ๆๆๆๆๆๆ แล้วก็ แจก ๆๆๆๆๆๆ เพราะสวยได้ 2 วัน ก็เซอร์เหมือนเดิม
แต่แล้ว.... มันก็กลับมา
เนื่องจากช่วงนี้อ่านนิตยสารสวย ๆ งาม ๆ ค่อนข้างบ่อย
และอยู่ดี ๆ (ไม่ว่าดี) เมื่อวาน ข้าพเจ้าก็เปิด net แล้วเข้าไปดูเวป “จีบัน” ซะงั้น
เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเข้าเวปนี้ แต่อ่านทุกกระทู้ ทุก how to (จริง ๆ นะ)
โดยเฉพาะกระทู้ “หมีแพนด้า” เพราะข้าพเจ้านอนน้อยยยยยย นอนดึก ตาข้าพเจ้าจึงไม่แพ้น้อง“หลินฮุ่ย”ทีเดียว
แล้วข้าพเจ้าก็จด ๆๆๆๆๆๆๆๆ List เครื่องสำอางที่ข้าพเจ้าต้องซื้อมากมายทีเดียว
เหลือบมองดูนาฬิกา ต๊ายยยยยยย ตีสี่
เข้านอนดีกว่า
แต่เอ..... เหมือนมีอะไรค้าง ๆ คา ๆ โนววววว......ข้าพเจ้าไม่ได้ลืมจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ดอก
แต่ข้าพเจ้าอยากลองวิชาที่ได้มาจากจีบ๊านนนน จีบัน
ข้าพเจ้านั่งแต่งหน้าตอนตีสี่ แต่ง ๆๆๆๆๆ ดัด ๆๆๆๆๆ (ขนตา) สวยเช้งงงงง (นี่ขนาดข้าพเจ้ายังไม่ได้เครื่องสำอางตามที่ list ไว้ครบนะเนี่ย)
แล้วข้าพเจ้าก็เข้านอน ...ตีห้าครึ่ง สบายใจ
แต่เอ..... ข้าพเจ้ากำลังคิดว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่นั่งเข้าจีบัน และนั่งแต่งหน้าตอนตีสี่ ตีห้าเนี่ย
ข้าพเจ้าคงประหยัดเงินซื้อ 1. eye cream ของ KINERESE (ต้องซื้อจากเวปต่างประเทศด้วยสิ >> ยากจัง) 2. เบสม่วง (กำลังหาข้อมูลจากพันทิปว่าของอะไรดี)
ที่ list ไว้ ไปได้หลายพันเลยทีเดียว เฮ้อ!!!!! May 09 อัลไซเมอร์ "ข้าพเจ้ารักมัน"ช่วงนี้งานเยอะ และมีปัญหามากเป็นพิเศษ ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า “คนมีปัญหาแปลว่าคนที่ทำงาน คนที่ไม่ทำอะไรเลยต่างหากล่ะ ถึงไม่มีปัญหา” ก็ช่วยฟื้นฟูจิตใจได้บ้าง เบา-เบา
วันนี้สบโอกาส ข้าพเจ้าจึงรีบกลับบ้าน เพื่อมา “พักผ่อน” บ้าง
ถึงบ้านสี่ทุ่ม พยายามจะเข้านอน แต่คงคุ้นชินกับการนอนหลังเวลาตี 1 – ตี 2 แล้วแน่เลย ขณะนี่ข้าพเจ้าถึงได้นั่งเขียน space อยู่
555!!!
เมื่อวันนี้ข้าพเจ้าได้ทำการ “แบ่งปัน” หนังสือดี ๆ ของข้าพเจ้า ให้พี่ ๆ ที่ office ได้นำไปอ่านกัน
(หลังจากสัปดาห์ที่แล้ว ได้เป็นโครงการ “แบ่งปัน DVD ภาพยนตร์สุดจ๊าบ ในใจฉัน”)
เมื่อนอนไม่หลับ ข้าพเจ้าจึงรื้อค้นหนังสือดี ๆ เพื่อนำไปแบ่งปันต่อเนื่องระลอก 2
เลือกไป เปิดอ่านไป แปลกแต่จริง!! ข้าพเจ้าจำเนื้อหาข้างในหนังสือไม่ได้เลย เหมือนไม่เคยอ่านมาก่อนในชีวิต แม้ว่าบางเล่มจะผ่านการอ่านของข้าพเจ้า ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก
เหมือนการดูภาพยนตร์เก่า ๆ ข้าพเจ้าไม่เคยจำเนื้อเรื่อง หรือตอนจบได้เลย แม้จะผ่านการดูของข้าพเจ้า ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก
“แสงดาว” กัลยาณมิตร ของข้าพเจ้าได้บอกว่า ข้าพเจ้านี่ยังไงนะ อ่านแล้วก็ผ่านเลย ไม่จดจำสิ่งใดเลยรึนี่
ข้าพเจ้าคิดว่ามันคงออกมากับเมนส์ในแต่ละเดือนเป็นแน่แท้
แม้ว่าการ “จำอะไรไม่ได้” ของข้าพเจ้า ในหนังสือ หรือภาพยนตร์ ที่ได้ผ่านตาไปแล้วนั้น จะดูเหมือนสัญญาณเตือนโรคอัลไซเมอร์ในอนาคตของข้าพเจ้า
แต่ข้าพเจ้ากลับ “รู้สึกดี” จัง เพราะข้าพเจ้าจะตื่นเต้นทุกครั้งกับภาพยนตร์ที่ข้าพเจ้ารู้เพียงว่า “เรื่องนี้สนุก” แต่ต้องเดาเรื่อง และตอนจบใหม่หมด ข้าพเจ้าว่าตื่นเต้นดี
หรืออย่างหนังสือที่ข้าพเจ้าได้เปิดอ่านผ่าน ๆ เมื่อสักครู่ “เข็มทิศชีวิต” หนังสือเล่มนี้เคยช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ เมื่อสมัยข้าพเจ้ายังเป็นวัยรุ่นเกรียน ๆ แรง ๆ คนนึง ให้เป็นคนมีสติ รู้จักคิดขึ้นมาได้
แต่พออ่านเนื้อในหนังสือ ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกเหมือนไม่เคยได้อ่านเลย
ดีเหมือนกัน หนังสือราคา 195 บาท อ่านได้เป็นสิบ ๆ ครั้ง คุ้มเชียว
ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขออนุญาตอ่าน “เข็มทิศชีวิต” นี้ก่อน แล้วข้าพเจ้าจะแบ่งปัน “เข็มทิศ” สู่มิตรคนอื่น ๆ สืบไป....นะคะ ^ ^ May 03 จะเอา ๆอย่าเอาตัวเองไปผูกกับตีนใคร เพราะเมื่อเค้าจากไป ตัวเองจะล้มไม่เป็นท่า
ข้าพเจ้าขอหยิบยืมประโยคเด็ดโดนใจ จาก space ครั้งก่อนมาพูดอีกครั้ง
เพราะข้าพเจ้าเพิ่งจะประสบ พบเห็นหญิงสาวผู้หนึ่ง โศกเศร้าเสียใจกับการที่ตีนของผู้อื่นเดินจากไป
หญิงสาวผู้นั้นล้มไม่เป็นท่า แทบสูญสิ้นตัวตน
การผูกติดตัวเองกับตีนผู้อื่น นอกจากจะเป็นการกระทำที่เรียกว่า “สิ้นคิด” แล้วนั้น
การรู้จักแต่การ “จะเอา” นั้น “สิ้นคิด” ยิ่งกว่า
รู้จักแต่จะ “รับ” แต่ไม่รู้จักการ “ให้” “ตีน” เหล่านั้นแค่เดินจากไปก็บุญหนักหนา “ตีน” นั้นไม่แนบหน้าเจ้า เจ้าควรถือเป็นบุญคุณยิ่ง
ข้าพเจ้าโดนประณามว่าเป็น “ผู้ให้” เกินความจำเป็น ข้าพเจ้าชื่นใจทุกครั้งที่ได้ “ให้” ผู้อื่น โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำอันแสนประเสริฐของข้าพเจ้านั้น จะนำมาซึ่งการโดนเอาเปรียบ คงเพราะข้าพเจ้าลืมฉุกคิดไปว่า ข้าพเจ้าได้กระทำการ “ให้” กับมนุษย์
“มนุษย์” ซึ่งมักหลงว่า “ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก” เมื่อทำการ “รับ” สิ่งใด มักไม่รู้สึก ได้ “รับ” จนชิน ถือว่าสิ่งนั้น ควรเป็นของตน เมื่อไม่ได้รับแล้ว ก็โวยวายว่า สิ่งของตนนั้นได้หลุดลอยไป
แต่โชคดีที่ข้าพเจ้ารู้ทันใจมนุษย์ร่วมโลก ข้าพเจ้าจึงได้แต่สมเพช เวทนา มนุษย์ที่โวยวายเหล่านั้น
มีขาว ก็ต้องมีดำ มีสุข ก็ต้องมีทุกข์ มีรัก ก็ต้องมีเกลียด
ไฉนเลย หากต้องการ “รับ” จะไม่ลอง “ให้” ผู้อื่นดูบ้างฤา
ปล.ข้าพเจ้าไม่ได้ใช้ space นี้เป็นพื่นที่โฆษณาแต่อย่างใด แต่ข้าพเจ้าจะบอกว่า ข้าพเจ้าได้ “รับ” สิ่งดี ๆ มากมายให้ชีวิตนี้ ก็สืบเนื่องจากการที่ข้าพเจ้าได้ “ให้” แก่ทุกคน โดยไม่มีขีดจำกัด และคาดหวังให้น้อยยยยยยยยยยยย ที่สุด
ข้าพเจ้า “รัก” ในการ “ให้” เหลือเกิน อยากให้คนที่ได้อ่าน space นี้รู้จักการ “ให้” ดูบ้าง ท่านจะเสพติดมัน
สวัสดี
April 27 วิปัสสนา = googleวันนี้มีโอกาสได้คุย MSN กับพี่ที่ office เก่า ซึ่งรักมากคนหนึ่ง J เราใช้ชื่อแก้งค์ของเราว่า Penguin villa เพราะ Penguin เป็นสัตว์นิสัยดี ไม่ทำร้ายใคร (แม้บางครั้งจะนิสัยดีจนเกินไป .. ใครมาทำร้าย ยังไม่รู้ตัว T_T)
ต่างคนต่างปรึกษากันและกัน เหมือนสนทนาธรรมเลย
พี่เค้าบอกว่าเราโตขึ้นมาก เหมือนมีตัวอะไรมาสิงเลยล่ะ (แต่ก่อนเราคงไร้สติมากแน่เลย 555)
เลยอยากนำเรื่องราวในบทสนทนามาเล่าให้อ่านกัน เผื่อใครมีปัญหา มาอ่านดู อาจช่วยอะไรได้บ้าง
และเราอาจจะเขียนไม่ได้แบบนี้แล้วในชีวิต อิอิ
พี่ปุ๊ (นามสมมติ) กำลังมีปัญหากับความรู้สึกของตัวเอง ว่าถูก หรือผิด
เราจึงได้แค่บอกว่า ถ้าเรามีความสุขในสิ่งใด ที่เราได้ทำลงไป จงอย่ามานั่งเศร้ากับสิ่งนั้น อย่าโกรธตัวเองที่ทำมัน เพราะไม่มีใครบังคับให้เราทำ เราเลือกเอง เราอาจพูดเหมือนคนเห็นแก่ตัวนะ แต่เราต้องจำเป็นทำเพื่อใครหรือ?? เกิดมาคนเดียว ตายคนเดียว ทำให้ตัวเองดีกว่ามั๊ยคะ
หากแต่สิ่งนั้นต้องไม่ร้ายใครนะ!! >> จุดนี้น่า concern มาก บางคนทำตามใจตัวเองมากมาย ไม่แคร์ใครเลย ไม่ผิดหรอกที่คุณจะทำให้ตัวเองมีความสุข ชีวิตของเรา
แต่คุณต้องอย่าลืมว่าการที่คุณทำร้ายคนอื่นนั้น วันนึง....เค้า หรือเพื่อนเค้า อาจจะกลับมากระทืบคุณ ก็เป็นได้ (นี่ก็เป็นการรักตัวเองอย่างนึง ... ไม่อยากโดนกระทืบไง ^ ^)
พี่ปุ๊บอกว่า บีกับพี่ปุ๊มีบางอย่างที่เหมือนกัน เรามีกำแพงด้วยกริยาอาการที่เป็นตัวตน ของเรา คล้ายไม่แคร์ ไม่สนใจใคร ไม่ผูกพันกับใครง่ายๆ นั่นเพราะเราเกรงว่า เมื่อเรารักใคร ผูกพันกะใคร แล้วเราจะเสียใจ เรามีมนุษยสัมพันธ์ดีก็จริง แต่จบ mission ก็จบ เพราะ หัวใจเรามันไม่แข็งแรงอย่างที่เราแสดงออกหรอก
ใช่เลย เคยมีคนพูดเหมือนกันว่า บีทำท่าทางแข็งแกร่งปกปิดความอ่อนแอในจิตใจ แต่ตอนนี้เราว่าเราแสร้งเข้มแข็งมานาน จนเราเข้มแข็งไปจิง ๆ แล้วละ
ตอนนี้เราไม่คิดจะปักใจกับใครแล้ว เคยแล้ว คิดเอาเองทุกอย่าง ไม่คิดเลยว่าเค้าจะไปจากเราได้
เลยมีคำนึงที่เตือนตัวเองตลอด ว่าอย่าเอาตัวเราไปผูกกับตีนใคร พอเค้าจากไปเราจะล้มไม่เป็นท่าเลย
คำนี้ใช้ได้กับทุกสิ่งนะ ไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ชู้สาว เราคิดอย่างนี้กับทุกสิ่งในชีวิต กับครอบครัวเองด้วย อย่าง “แม่” อ่ะ เราก็คิดว่าวันนึงเค้าก็ต้องไป เราต้องอยู่ให้ได้ “เพราะเกิดคนเดียว ตายคนเดียว”
หรืออย่าง “รถ” เราเป็นคนไม่หวงรถเอามาก ๆ (ไม่ชอบขับด้วย 555) จะโดนชน โดดขูด ก็ชิวมาก ก็มันเป็นของใช้หนิ จะหวงไปทำไม หายก็ยังซื้อใหม่ได้เลย แต่แม่เราไม่คิดงี้วะ 555!!
ยิ่งกับเพื่อนด้วยแล้ว เราไม่เคย hurt เลยนะ เพราะเรารุ้สึกว่า คนที่รู้จักเรากว่า 70% เข้าว่าเพื่อหวังอะไรบางอย่าง เพราะเราเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ ดูเป็นคนไม่คิดอะไร จึงโดนเอาเปรียบบ่อยมากกกกกกกกก เพราะทุกคนจะคิดว่า "ไม่เป็นไรหรอก บีมันไม่ได้คิดอะไร บีมันไม่ว่าหรอก"
แต่จิง ๆ เรา “คิด” นะ แต่ไม่ได้ "เก็บ" ไง แค่ “คิด” คิดว่า...เธอทำอย่างงี้ ๆ ใช่ป่ะ Ok พอ!!! เหมือน ฟางเส้นสุดท้าย อะไรแบบนี้ หลาย ๆ คง คงเจอเหตุการณ์นี้มาบ้าง ไม่น้อยทีเดียว ^ ^
พี่ปุ๊บอกเราว่า พี่ปุ๊กลัวกลางคืน เพราะมันยาวนานเหลือเกิน
แต่เราเห็นว่า เวลากลางคืนก็ดีนะ เรามีเวลาได้สำรวจใจตัวเอง สำรวจว่า เรากำลังทำ กำลังคิดอะไรอยู่ เป็นช่วงที่เราไม่ต้องแอ๊บ ปล่อยใจ ปล่อยสมองไปเรื่อย ๆ เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องแอ๊บใหม่แล้ว
ตอนกลางวันต่างหากที่น่าเบื่อ น่าเหนื่อย ต้องเป็นคนที่ต้องมีสติตลอดเวลา
พี่ปุ๊ ซึ่งชอบเรียกเรา หนอนน้อย (ทำไมว้า...??) ได้บอกเราว่า หนอนน้อยได้กลายเป็นผีเสื้อไปแล้ว เติบโต กางปีกสวย อวดดอกไม้นานาในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
แต่ก็ยังแอบห่วง ผีเสื้อตัวนี้ว่า “ระวังวิถีบินนะคะ ระวังยาฆ่าแมลงด้วย”
555
แหม ๆ มันต้องมีกันบ้างแหละคะ พี่ปุ๊!! โรงพยาบาลจะมีไว้ทำไมคะ ถ้าคนเราไม่ป่วยเลย จิงป่ะคะ
พี่ปุ๊คงอึ้ง ว่าน้องทำไมเปลี่ยนไป สงสัยในตัวน้อง คิดว่าเป็นเพราะ น้องเคยไปเข้าคอร์สวิปัสสนามา แหงมเลย
แต่พี่ปุ๊ลืมไปป่ะคะ ว่าน้องหนีกลับก่อน 555!! คนอื่นเค้าเข้ากัน 3 วัน น้องนี่ ... วันเดียวก็หอบผ้า หอบผ่อนเรียก taxi กลับบ้านแล้ว
ไม่ไหวจิง ๆ คะ ทำอะไรช้า ๆ ไม่เหมาะกับสาวไฮเปอร์อย่างน้องจิง ๆ
เราคิดว่า “การวิปัสสนา” ก็ดีนะ แต่มันก็ไม่เหมาะกับบางคน
แต่ก็ไม่ได้แปลว่า “บางคน” นั้น จะมีสติขึ้นในชีวิตไม่ได้
บีไม่ได้ลบลู่ศาสนานะ แต่เรากำหนดจิตตัวเองได้เมื่อเราต้องการทำ ไม่ใช่ 3 วัน 7 วันที่กำหนดแน่นอน จากสิ่งที่เราสมมติว่า “ปฏิทิน”
เราอาจจะสำรวจตัวเองได้วันละ 10 วินาที แต่ทำทุกวันก็ได้ คนที่ไปมา แล้วบอกว่าตัวเองบรรลุ เหมือนเค้าอุปโลกเอาอ่ะ
จริง ๆ “ตัวเรา” เองนั่นแหละ ที่ต้องการหลุดพ้น แล้วเราก็ “ทำได้” ด้วยตัวเอง เราเรียนพระพุทธศาสนากันมาตั้งแต่ประถม ก็เรื่องเดียวกันนั่นแหละ แค่วันนี้เราพร้อมให้ศาสนา มาครอบงำกิเลศเราแล้วต่างหาก
เปรียบเทียบขำ ๆ เลยนะ เหมือนเราเห็นโฆษณาขายของมากมายอ่ะ เราไม่ได้สนใจ เพราะเรายังไม่อยากได้มัน แต่เวลาเราอยากได้ เราก็ search เลย google ดังนั้น ชั่วโมงพุทธศาสนาตอนประถม = โฆษณา วิปัสสนา = google
555!!
April 21 จิ้งจกเด็กวันศุกร์ไปร้าน brick bar ที่ข้าวสารมากับ the gang
ควรจะไปบ้างแหละ เบี้ยวมาหลายแมตซ์แล้ว
เดี๋ยวครั้งหน้า มันไม่ชวน จะมาร้องไห้เสียใจอีก อิอิ เป็นครั้งแรกที่ไปร้านนี้
โอ้ววว 2 ทุ่ม คนก็เต็มร้านแล้วอ่ะ ต้องมีไรดี ๆ ลุ้นๆ แต่...
เฮ้ยยยยย ไรวะ สูบบุหรี่ในร้านได้ด้วย คนมาเที่ยวสูบไม่เท่าไหร่ นักดนตรีสูบด้วย เอาเข้าไป
นี่หรือเมืองพุทธ บ้านเมืองไม่มีขื่อ มีแปรแล้วใช่มั๊ย??? แล้วที่ไม่มันส์อีกอย่างคือ
ร้องแต่เพลงสากล โกดมาก จะร้องตาม ก็ร้องไม่ได้ จะเต้นก็กลัวเต้นผิดจังหวะ ไม่รู้จักนี่หว่า เก้อ ๆ เขิน ๆ อายจัง แต่ก็ผ่านไปด้วยดี
พอถึงบ้าน ก็ว่าจะหมักดอง (ทำเป็นประจำ) สักหน่อย
แต่ไม่รู้อะไรดลจิต ดลใจให้.. "เฮ้ยยย อาบน้ำ สระผม ดีกว่าวะ" (จะได้หมักดองยาวววว เสาร์-อาทิตย์) ระหว่างสระผมนั้น
ตอนกำลังก้มลงไปนวดผม ทำลีลาประดุจดั่งนุ่น วรวุช ในโฆษณาแพนทีน ก็เหลือบไปเห็นอะไรดำ ๆ ติดที่ขา
ใจก็นึกว่า นี่เราเต้นไปโดนตีนใครวะเนี่ย สกปกมากกกกก ก็เลยเอาตีนอีกข้างไปถู ๆ ดู
(ไม่ได้จะไม่สุภาพนะคะ .. เพราะมือทั้งสองไม่ว่าง กะลังโพสท่าวรนุชอยู่น่ะคะ) ปรากฎว่าเป็นจิ้งจกเด็ก (ตัวดำปี๋)
ต่างคน ต่างตกใจ กระเจิดกระเจิงไปคนละทาง
วรนุชก็วรนุชเห้อออออ เจอจิ้งจกเด็กเข้าไป หมดสวยได้เหมือนกัน คือพี่ก็เข้าใจน้องนะคะ "น้องจิ้งจกเด็ก"
ว่าน้องคงไม่ค่อยได้เจอพี่ เพราะนาน ๆ ที พี่จะอาบน้ำ สระผม เลยอยากจะมาออดอ้อน เกาะแข้งเกาะขา และน้องคงบริโภคสื่อมากเกินไป
แอบดู เจ้า "ข้าวเหนียว" และ "ขับเลย" ออเซาะพี่ น้องนั้นก็คงนึกอิจฉาขึ้นในใจ แต่น้องคะ "น้องคือจิ้งจกคะ" น้องไม่จำเป็นต้องมีเจ้านาย ข้าววววววจายยยยยยยม๊ายยยยยยยยย ไอ้จิ้งจกเด็ก!!!!! |
|
|